ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักแบรนด์เครื่องดื่มอย่าง กระทิงแดง และ Red Bull
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า แบรนด์ที่แม้ชื่อจะความหมายเหมือนกัน โลโก้ก็คล้ายกัน และมีจุดเริ่มต้นมาจากคนๆ เดียวกัน แต่แท้จริงแล้วเป็น “คนละแบรนด์กัน”
ที่มาของ Red Bull
จุดกำเนิดของ กระทิงแดง และ Red Bull เริ่มต้นมาจาก “คุณเฉลียว อยู่วิทยา” ที่เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดเครื่องดื่มในไทย และได้คิดค้นพัฒนาสูตรเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy drink) ซึ่งใช้ชื่อว่า “ทีโอเปล็กซ์-ดีไซรัพ” ภายใต้เครื่องหมายการค้า “กระทิงแดงคู่” จนเป็นที่รู้จัก และถูกเรียกติดปากว่า “เครื่องดื่มกระทิงแดง”
ส่วนแบรนด์ “Red Bull” เริ่มต้นมาจากการที่คุณเฉลียวมองเห็นโอกาสในตลาดต่างประเทศ จึงเริ่มส่งออกครั้งแรกไปยังประเทศสิงคโปร์ภายใต้แบรนด์ “Red Bull” และต่อมาคุณ ดีดี้ ดีทริช มาเตชิตซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย มีความสนใจใน “Red Bull” จึงร่วมกับคุณเฉลียวก่อตั้ง บริษัท เรดบูล จีเอ็มบีเอช (Red Bull GmbH) ขึ้นในประเทศออสเตรีย โดยคุณเฉลียวและครอบครัวถือหุ้น 51% ส่วน Dietrich Mateschitz ถือหุ้น 49% มีการวางจำหน่ายและทำการตลาดใน 171 ประเทศทั่วโลก
เรียกว่า Red Bull เป็นแบรนด์ที่ต่อยอดมาจาก “กระทิงแดง” ก็คงไม่ผิด แต่ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นแบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานระดับโลกไปแล้ว
ต่างกันตรงไหนบ้าง?
แม้จะใช้โลโก้สินค้าเหมือนกัน ชื่อเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีความหมายเดียวกัน ไหนจะมีจุดเริ่มต้นมาจากคุณเฉลียวเหมือนกัน จนทำให้หลายคนสับสนว่าคือแบรนด์เดียวกันหรือเปล่า
แต่แท้จริงแล้วทั้งสองแบรนด์มีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่
ฐานลูกค้า : กระทิงแดงเจาะกลุ่มแรงงาน และกำลังขยายฐานมายังกลุ่มพนักงานบริษัท ส่วน Red Bull เจาะกลุ่มนักกีฬาเอ็กซ์ตรีม อีสปอต และกิจกรรมกลางแจ้งที่คนรุ่นใหม่นิยม
ภาชนะบรรจุ : กระทิงแดงจะเป็นขวดแก้ว Red Bull เป็นกระป๋องอลูมิเนียม
กลยุทธ์ทางการตลาด : กระทิงแดง เดิมเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (โฆษณาลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงแดง) ก่อนจะมีการปรับภาพลักษณ์ให้วัยรุ่นขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มคนทำงาน / Red Bull การเป็น Top of Mind ในของกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่าย
การบริหารงาน : แยกออกจากกัน ไม่ได้มีผู้บริหารคนเดียวกัน เพราะตั้งแต่คุณเฉลียวเสียชีวิตไป กระทิงแดงมีคุณสราวุฒิ อยู่วิทยา รับช่วงต่อ ส่วน Red Bull มีคุณเฉลิม อยู่วิทยา เป็นเจ้าของร่วม
การวางตำแหน่งสินค้า : Red Bull ถูกวางตำแหน่งสินค้าให้อยู่ในระดับพรีเมียม เป็นผู้สนับสนุนกีฬาต่างๆ / ส่วนกระทิงแดงจะมีราคาถูก เข้าถึงง่ายกว่า
เปรียบเทียบทั้งสองแบรนด์ ตลาดเป็นยังไง
กระทิงแดง
ภาพรวมตลาดไทย ปี 2566 มีมูลค่า 2.17 หมื่นล้านบาท https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1122404
M-150 ครองส่วนแบ่งราวๆ 45-46 %
คาราบาวแดง 20-25%
กระทิงแดง 10-13%
(เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ)
ตลาดโลก
ภาพรวมตลาดโลกปี 2566 มีมูลค่า 6,922,031,000,000 บาท (6.9 ล้านล้าน) https://www.statista.com/statistics/1345597/sales-value-energy-drinks-worldwide-by-sales-channel/
Red Bull รายไ้ด้อยู่ที่ 416,545,650,000 บาท (4 แสนล้าน)
https://www.statista.com/statistics/275169/red-bulls-company-sales-worldwide
ถ้า Red Bull ทำได้ดีในต่างประเทศ ทำไมไม่ดังในไทย
Red Bull มีการทำการตลาดในไทยเองเช่นกัน และคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจว่าเป็นแบรนด์เดียวกัน
แต่เนื่องจาก Red Bull เป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาสูงถึง 65 บาท เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลังอย่างกระทิงแดงที่เริ่มต้นขวดละ 10 บาทต้นๆ เท่านั้น และด้วยข้อกฏหมายเครื่องดื่มของไทยไม่สามารถทำการตลาดควบคู่กับนักกีฬาได้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการปรับจุดยืนและกลยุทธ์ของ Red Bull เป็นอย่างมาก
ทุกอย่างดูราบรื่น แต่ในตลาดจีน Red Bull กำลังโดนท้าทาย
ถึง Red Bull จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเบอร์ 1 ของโลก แต่ในยุคที่การแข่งสูงและมูลค่าตลาดมหาศาลขนาดนี้ ไม่แปลที่จะเจอคู่แข่งที่แกร่ง และพร้อมเขย่าบัลลังก์ตลอดเวลา
ในตลาดจีน
Eastroc (อีสท์ร็อค) หรือที่คนจีนรู้จักใช่ชื่อ “ตงเผิง” คือบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังของรัฐบาลจีน ที่ก่อตั้งในปี 2537 หรือประมาณ 30 ปีที่แล้ว ในเมืองเซินเจิ้น
ช่วงเดียวกับที่ Red Bull เข้ามาทำตลาดในจีน จนได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นเจ้าตลาดอันดับ 1
ส่วน Eastroc มีหน้าตาเหมือนกับ Red Bull แทบทุกอย่าง ไม่มีจุดเด่นอะไร เลยขายได้ไม่ดีนัก จนบริษัทเกือบล้มละลาย
ในปี 2546 เมื่อคุณ Lin Muqin (หลิน มู่จิน) อดีตผู้จัดการโรงงานผลิต Red Bull ในเมืองเซินเจิ้น เห็นโอกาสในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของจีน ว่ายังไม่มีราคาที่เจาะกลุ่มคนรายได้น้อย เลยตัดสินใจซื้อ Eastroc ที่กำลังจะล้มละลาย และปรับแพ็กเกจจิงของ Eastroc ให้ดูแตกต่างจาก Red Bull และขายในราคาถูกกว่าเท่าตัว
– Red Bull กระป๋องขนาด 250 มล.
– Eastroc กระป๋องขนาด 250 มล. ขายราคา 15 บาท
Eastroc ขายดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับความนิยมไปทั่วประเทศจีน จนกระทั่งในปี 2564 Eastroc ก็ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้
ในแง่ส่วนแบ่งการตลาด Eastroc เป็นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 2 ในจีน กินส่วนแบ่งจาก Red Bull เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปี 2559 : Red Bull 73% Eastroc 10%
ปี 2561 : Red Bull 64% Eastroc 15%
ปี 2563 : Red Bull 41% Eastroc 17%
ปี 2565 : Red Bull 33% Eastroc 20%
ปัจจุบัน Eastroc คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 350,000 ล้านบาท
Position ที่ยักษ์ยังไม่ได้ยึด
คิดว่าแบรนด์นี้จะล้ม red bull ได้หรือไม่ แล้วถ้า red bull อยากรักษาบัลลังก์นี้ไว้ เพื่อนมีไอเดียอะไรลองมาแชร์กันครับ
แล้วมาพบกับเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจและการตลาดใน the tunglak




