เศรษฐกิจจีนที่ซบเซาในปี 2567 อะไรทำให้ประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกต้องสะดุด?”

เมื่อจีน เศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ต้องเผชิญกับแรงสะดุดในปี 2567 จากนโยบาย Zero-COVID ก่อให้เกิดปัญหาครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจจีน

เศรษฐกิจจีนที่ซบเซาในปี 2567 อะไรทำให้ประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกต้องสะดุด?”

ในปี 2567 เศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก เผชิญกับภาวะซบเซาอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในประเทศและทั่วโลก ปัจจัยหลายประการได้เข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนมีการชะลอตัวในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด มาดูกันว่าอะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิดในปีนี้

1. นโยบาย Zero-COVID และผลกระทบระยะยาว

แม้ว่าจีนจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID ตั้งแต่ปลายปี 2566 แต่ผลกระทบของนโยบายนี้ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต การค้า และการบริโภคในประเทศ การกลับมาเปิดประเทศทำให้เกิดการระบาดรอบใหม่ของไวรัส แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบหนักเท่าช่วงแรก แต่ก็สร้างความกังวลให้กับประชาชน จนทำให้ความต้องการบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

2. ปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์

ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจจีน เผชิญกับปัญหาหนี้สินที่สูงขึ้นจากการกู้เงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ การปรับลดจำนวนโครงการก่อสร้างในปีนี้และความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเงินทำให้การลงทุนและการสร้างงานในภาคนี้ลดลง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังส่งผลกระทบให้การซื้อบ้านและที่ดินชะลอตัว ซึ่งกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

3. ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าและการควบคุมการส่งออกของเทคโนโลยี

ในปี 2567 จีนยังคงเผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและชิ้นส่วนสำคัญที่จีนต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ การควบคุมการส่งออกของเทคโนโลยีระดับสูงเหล่านี้ ทำให้บริษัทในจีนประสบความยากลำบากในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ และขัดขวางการเติบโตของภาคเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

4. การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค

ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ส่งผลให้คนจีนเริ่มมีพฤติกรรมการบริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น คนเริ่มสะสมเงินออมและใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการบริโภคและการค้าปลีก ขณะเดียวกันก็ทำให้การบริโภคในประเทศซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนลดลง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดลงอย่างมาก ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการต่างๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

5. ปัญหาการว่างงานของเยาวชน

แม้เศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวบางส่วน แต่ปัญหาการว่างงานยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา การที่เยาวชนไม่สามารถหางานได้ตามที่คาดหวัง ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและการลดการใช้จ่ายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ ที่ต้องพึ่งพากลุ่มคนรุ่นใหม่ในฐานะผู้บริโภคที่สำคัญ

ซึ่งในปี 2568 จีนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าความคาดหวังจากหลายฝ่าย โดยรัฐบาลจีนกำลังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เช่น AIเเละเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งจีนมองว่าจะเป็นการเติบโตคุณภาพสูงที่สามารถดึงดูดการลงทุนในอนาคตได้​ นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์​

หากจีนสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ได้สำเร็จในปี 2568 อาจจะช่วยให้ประเทศรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาวได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากภายนอก เช่น การแข่งขันในตลาดโลกและปัญหาทางการเงินที่อาจยังคงมีอยู่​ ดังนั้น จีนจะเเก้เกมเศรษฐกิจครั้งนี้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่เศรษฐกิจโลกและนโยบายที่จีนดำเนินการด้วย

อ้างอิง Asian Development Bank

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้
Facebook Page: passivesellingonline
LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

แบ่งปันเพื่อนของคุณ :

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

News update