4 เสือแห่งเอเชียคือใคร? แล้วใครจะมาเป็นเสือ 5 แห่งเอเชีย? ไทยยังมีโอกาสอีกมั้ย? หรือเราได้อะไรจากการอดเป็นเสือบ้าง?

4 เสือแห่งเอเชียคือใคร?

4 เสือแห่งเอเชียคือใคร? แล้วใครจะมาเป็นเสือ 5 แห่งเอเชีย? ไทยยังมีโอกาสอีกมั้ย? หรือเราได้อะไรจากการอดเป็นเสือบ้าง?

ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 กว่าปี เชื่อว่าคนรุ่นๆก่อนน่าจะเคยได้ยินคำว่า 4 เสือแห่งเอเชีย กันมาบ้าง..ซึ่งคำนี้ถูกใช้เพื่ออ้างถึงประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงปีคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งประกอบไปด้วย ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งมีอัตราการเติบโตของ GDP มากกว่า 7% ต่อปี หรือก็คือการ พัฒนาจากประเทศ lower middle income ไปเป็น upper middle income และ high income ได้ในเวลาอันรวดเร็วและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดและโดดเด่นแตกต่างจากชาติอื่น

ตัวอย่างเช่น

ฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นผู้นำทางด้านศูนย์กลางการเงินระดับนานาชาติ
ในขณะที่เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ซึ่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เป็นแบบต้นแบบสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ได้ดำเนินรอยตาม เพื่อกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ซึ่งก็มี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

สำหรับประเทศไทยในขณะนั้น เรียกว่าเป็นช่วงขาขึ้นอย่างมาก และฉายแววการเป็นเสือตัวที่ 5 มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะการได้รับความสนใจจากประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ให้อุตสาหกรรมและประเทศไทยก็ตอบโจทย์ในหลายๆ ด้าน อาทิ อัตราค่าแรงที่ถูก มีโซนอุตสาหกรรมรองรับ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางสังคม และโลจิสติกส์ ที่ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้เศรษฐกิจไทยในตอนนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว และเนื้อหอมมากเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอย่าง  เวียดนาม และ มาเลเซีย

นอกจากนี้ รัฐบาลของ ยุคชาติชาย ชุณหะวัน ในขณะนั้น ก็มีการตั้งนโยบายเศรษฐกิจ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” เพื่อชูกระแสการเป็น เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย อย่างเต็มที่
จนได้มีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เช่น

– โครงการโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย

– โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

– โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร

– โครงการทางด่วนยกระดับและโครงการพัฒนาสนามบินในแต่ละภูมิภาค


แม้ทุกอย่างจะปูทางมาเพื่อให้ไทยพร้อมก้าวขึ้นแท่นการเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ด้วยหลายๆ ปัจจัยก็ทำให้เส้นทางนี้ต้องสะดุดลง ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคสำคัญนั่นก็คือ วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 หรือเรียกกันติดปากทั่วไปในประเทศไทยว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง”
ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินซึ่งส่งผลกระทบถึงหลายประเทศในทวีปเอเชียเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาดทางการเงิน


ซึ่งไทยได้รับผลกระทบมากจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส่วนฮ่องกง มาเลเซีย ลาวและฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับปัญหาค่าเงินทรุดเช่นกัน สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ไต้หวัน สิงคโปร์ บรูไนและเวียดนามได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้นทุกประเทศที่กล่าวมานี้ก็ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียอุปสงค์และความเชื่อมั่นไปทั่วทั้งภูมิภาค

สำหรับผลกระทบในประเทศไทยจากเหตุการณ์นี้ ผมขอรีแคปให้ฟังแบบสั้นๆ คือ

1. ธุรกิจของเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน หรือ บ้านจัดสรร เป็นต้น ต่างพากันปิดกิจการลง พนักงานถูกปลดออก มีหนี้สินเกิดขึ้นมหาศาล

2. ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามพยุงค่าเงินบาท โดยใช้เงินสำรองเงินตราต่างประเทศจนหมด ด้วยจำนวนเงินสูงสุดถึง 6 แสนล้านบาท ทำให้ต้องมีการกู้จาก ไอเอ็มเอฟ จำนวน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 480,000 ล้านบาท เพื่อมาเป็นทุนสำรองในคลัง


3. รัฐบาลได้เข้ายึดใบอนุญาตการประกอบกิจการของสถาบันการเงิน รวม 58 แห่ง เนื่องจากประเทศไทยเกิดปัญหาขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงกับสถาบันการเงินในประเทศ

4. รัฐบาลได้ส่งเสริมการแปรรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ โดยการออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในรูปแบบองค์การของรัฐบาล ที่มีผลประกอบการทั้งด้านการบริหารงานและทางการเงินอยู่ในระดับดี ให้ดำเนินการแปรรูปจากนิติบุคคลในรูปแบบองค์การของรัฐบาล (ซึ่งการลงทุนและรายได้รายจ่ายเป็นทุน) ไปเป็นนิติบุคคลหุ้นส่วน หรือในรูปแบบบริษัท(มหาชน)จำกัด เพื่อให้สามารถแข่งขันกับหน่วยงานภาคเอกชนได้ และเพื่อเป็นช่องทางหาผลประโยชน์หรือรายได้ให้กับประเทศต่อไป 

5. หลังวิกฤตการณ์นี้ รัฐบาลได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 2 ปีซ้อน คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ถึงปี พ.ศ. 2542 มาเป็นช่วงปลายปี พ.ศ. 2540 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย และนำรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาในงบประมาณและสถานะภาพความคล่องของประเทศไปด้วย

แม้จะผ่านวิกฤติครั้งนั้นมาได้เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่สิ่งที่หนึ่งที่ทำให้การกลับมาเป็นเสือตัว  ของไทยยังดูไกลเกินเอื้อมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศรอบข้างที่เริ่มพัฒนาตามขึ้นมาทัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจมาเลเซียแซงไทยไปแล้ว ส่วนเวียดนามและอินโดนีเซียก็ตามหลังมาติดๆ รวมถึงค่าแรงในประเทศที่สูงขึ้น แต่ทักษะแรงงานกลับพัฒนาช้ากว่าประเทศรอบข้าง ที่มีทักษะดีกว่าแต่ค่าแรงต่ำกว่า จึงมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น

นอกจากนี้ ด้วยความที่ไทยยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้พอเกิดวิกฤติโควิด19 การท่องเที่ยวที่เคยเป็นแหล่งเม็ดเงินก็หายไป ประกอบกับการมาของสินค้าจีน ที่ต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ไทยเสียดุลการค้าไปพอสมควรแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีประเทศไหนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียได้ (หรืออันที่จริงอาจไม่ได้มีใครสนตำแหน่งนี้เลยก็ได้?)

แต่มาถึงตรงนี้สิ่งสำคัญจากบทเรียนในครั้งอดีต อาจเป็นตัวบอกเราว่า

อย่าผูกโอกาสการสร้างรายได้ไว้กับกับอุตสาหกรรมใดเป็นหลัก อย่างเช่นในกรณีของไทยที่เราเชื่อมั่นเรื่องการท่องเที่ยวอย่างมาก จนอาจลืมปัญหาทักษะด้านอื่นให้คนในประเทศไป โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เทรนด์และเทคโนโลยีต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งเป้นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องทำตามให้ทั้น เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะยังเป็นพระเอกที่ช่วยกู้วิกฤตได้แบบทุกครั้งหรือไม่ ดังนั้นการเตรียมคนของเราให้พร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ดูจะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด

เพราะแม้สุดท้ายเราอาจไม่ได้เป็นเสือตัวที่ 5 อย่างที่เคยหวังไว้ แต่อย่างน้อยไทยก็จะอยู่ในสปอตไลท์ของนักลงทุนจากทั่วโลกอย่างที่เคยเป็นมาโดยตลอดอย่างแน่นอน

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้
Facebook Page: passivesellingonline
LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

แบ่งปันเพื่อนของคุณ :

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

News update