ทำไม JD.com จึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Alibaba

Content374

ทำไม JD.com จึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Alibaba

แทบทุกคนรู้จัก Alibaba ในฐานะ Platform E-Commerce ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของจีน และอันดับต้นๆของโลก แต่ถ้าพูดถึงอันดับ 2 ต้องยอมรับว่า ในเวลานี้ “JD.com” หรือ Jingdong คือคู่แข่งที่มาแรงที่สุดในประเทศจีนที่จะมาเขย่าบัลลังก์เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซของ Alibaba

ที่สำคัญคือ พวกเขายังมี Tencent เป็นแบ็กอัพอีกด้วย

เรามารู้เรื่องราวของ JD.com เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

ที่มาของบริษัท JD.com ได้ก่อตั้งโดย ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) ซึ่งอันที่จริงแล้วบริษัทก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 เพียงแต่ว่าเดิมทีบริษัทแห่งนี้เป็นเพียงร้านขายอุปกรณ์ IT ในเมืองปักกิ่งเป็นหลัก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อหลิวได้ตัดสินใจเริ่มเข้ามาสู่ธุรกิจเว็บ E-Commerce เพื่อตามให้ทันกับกระแสของโลกอินเทอร์เน็ตในเวลานั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าเขาน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากการทำธุรกิจของบริษัท Amazon ซึ่งเป็นเจ้าพ่อของวงการ E-Commerce ในระดับโลก และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งในเวลานี้ด้วย

สำหรับการเข้าสู่วงการ E-Commerce ในเริ่มแรก หลิวเลือกที่จะเน้นการลงทุนในด้านระบบ Logistic เป็นหลัก ซึ่งแนวทางการลงทุนของเขาเชื่อกันว่าได้แนวคิดมาจาก Amazon บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้ นั่นคือการมุ่งเน้นไปที่ศูนย์กระจายสินค้าในประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน บริษัท JD ก็มีศูนย์กระจายสินค้าในจีนมากเกือบ 7,000 แห่ง มีพนักงานส่งสินค้าราว 70,000 คน จากพนักงานทั้งหมดราว 120,000 คน

ดังนั้นในแง่ความโดดเด่นของบริษัท JD ก็คือ การจัดส่งสินค้าต่างๆได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1 วัน ไปทั่วทุกเมืองและมณฑลของจีน ซึ่งแนวทางจะแตกต่างจาก Alibaba อยู่บ้าง ในแง่ที่ Alibaba จัดว่าเป็น Platform ที่ให้บริการกับผู้ค้ารายย่อยและ SMEs ต่างๆ เพื่อเข้ามาใช้ช่องทางการขายสินค้า แต่ทาง JD เป็นผู้จัดจำหน่ายเองคล้ายกับแนวทางในการบุกเบิกของ Amazon 

กระทั่งในปี 2014 ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ JD.com หลังจากที่ Tencent (เทนเซนต์) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีน ซึ่งค่อนข้างล้มเหลวจากสงครามด้านอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน ต่อบริษัท Alibaba ทำให้ Tencent ตัดสินใจทุ่มซื้อและลงทุนซื้อหุ้นกว่า 15% ใน JD.com พร้อมโอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเทนเซนต์ทั้งหมดให้ JD.com ดูแล จึงส่งผลให้จำนวนลูกค้าของ JD.com เพิ่มเป็น 90 ล้านคน จากก่อนหน้าที่มีเพียง 47.4 ล้านคน แล้วทำให้บริษัทมีเงินทุนสนับสนุนครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เมื่อปี 2016 ทางบริษัทยังได้จับก้าวเดินครั้งสำคัญด้วยการจับมือกับร่วมกับบริษัท Walmart ห้างสรรพสินค้าค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยสาเหตุมาจากความล้มเหลวของทาง Walmart ที่ไม่สามารถบุกเจาะตลาดจีนได้สำเร็จ จึงได้ขายกิจการให้กับ JD.com โดยเป้าหมายหลักคือ เพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้น 5.9%

สำหรับเรื่องนี้ ทางบริษัท JD.com ก็ได้ใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าของวอลมาร์ตในหลายเมืองใหญ่ของจีน โดยเฉพาะเมืองระดับ Teir 1-2 เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เสิ่นเจิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้สินค้าจากวอลมาร์ตเข้ามาเติมบนหน้าเว็บ จึงส่งผลทำให้สินค้าจากวอลมาร์ตได้รับโอกาสขายไปในเมืองเล็กๆในจีนเพิ่มเติม ซึ่งทาง JD.com สามารถเข้าถึงได้มากกว่านั่นเอง จากนั้น Walmart ก็ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 10.8% ขึ้นมาอีก

นอกจากธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่เป็นตัวชูโรงแล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา JD.com ก็ได้ขยายอาณาจักรด้านการเงินออกมาต่อกรกับแอนต์ ไฟแนนเชียลของอาลีบาบาด้วย ภายใต้ชื่อว่า “JD Finance” ทำธุรกิจฟินเทคให้บริการทั้งเงินกู้ ประกัน และหลักทรัพย์อีกด้วย

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้ก้าวใหญ่อีกด้วยการขยายขอบเขตของธุรกิจสู่วงการ Cloud Computer และเริ่มทดลองการใช้โดรนให้บริการเพื่อส่งสินค้า ซึ่งทาง CEO อย่างหลิวก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ระบบการส่งสินค้าแบบอัตโนมัติ จะเป็นจุดแข็งใหญ่ของบริษัท รวมถึงการประยุกต์ใช้ A.I. เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าด้วย

สำหรับการบุกในตลาดต่างประเทศ ทาง JD.com ก็เลือกเปิดเกมรุกธุรกิจใน รัสเซีย ตามด้วย ญี่ปุ่น และสหรัฐ แม้ว่าจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จอย่างที่ควร แต่ที่มีอนาคตมากก็คือการบุกตลาดของกลุ่มประเทศอาเซียน

ล่าสุดทาง JD.com ก็ได้ประกาศจับมือกลุ่มเซ็นทรัล ลงทุนขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทคในประเทศไทย โดยลงทุนร่วมกัน เม็ดเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้าง JD.Central และหวังว่าจะผลักดันตลาดในไทยในฐานะของการเป็น Hub ด้านฮับอีคอมเมิร์ซแห่งอาเซียน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ตลาดคนชนชั้นกลาง

ส่วนกลยุทธ์ในแง่ของการเปิดเกมรุกเพื่อแข่งขันและสร้างตัวตนในโลก ทางฝั่ง JD.com ใช้กลยุทธ์ในแง่การสร้างแบรนด์ให้กับเว็บไซต์ในเครือของ JD.com ทำให้ผู้คนจดจำได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความประทับใจในการใช้บริการที่เน้นความ รวดเร็ว สะดวก และที่สำคัญคือ การส่งพัสดุที่มีคุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย

ล่าสุด เมื่อจบไตรมาสแรกของปี 2020 ก็มีรายงานจาก CIW ที่ชี้ว่า บริษัท JD.com ได้เพิ่มขอบเขตการให้บริการรวมแล้วมากกว่า 2,400 แห่ง กระจายทั่วประเทศจีนไปแล้ว ดังนั้นจึงถือว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับสองของจีน เป็นรองจาก Alibaba เท่านั้น

สำหรับในเมืองไทย คงต้องจับตาดูการรุกคืบของทาง JD.com หลังจากเข้ามาจับมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อขยายช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Alibaba ก็กำลังรุกคืบในไทยและอาเซียนอย่างหนักเช่นกัน

===============================================

ปัจจุบันเว็บอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตขึ้นทุกปี เพิ่มโอกาสการสร้างยอดขายการส่งออกสินค้าของคุณผ่านช่องทางการขายของบน
ตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก! สนใจศึกษาข้อมูลการขายสินค้าบน website amazon แบบเจาะลึก คลิกเลย!

สามารถติดตามเรา PSO ได้หลายช่องทางดังนี้
Facebook Page: https://www.facebook.com/psospace
LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)
IG: https://instagram.com/thetungluck
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCsCzGl5IdPTx0e9Gi1vyt6g

PSO @ PSO Space

แชร์บทความให้เพื่อนของคุณ